Friday, March 18, 2011

เหตุใดพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระสมณโคดม และ ลำดับพระวงศ์


ผมสงสัยมาพักใหญ่ๆแล้วครับ ว่าทำไมพระพุทธเจ้าของเรา ทรงพระนามว่า พระสมณโคดม หรือ พระโคดมพระพุทธเจ้า ทุกครั้งในอดีตชาติของพระองค์ ท่านก็จะได้รับพุทธทำนายว่า ในอนาคตอันแสนไกลท่นจะได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้านามว่าโคดม
ทำไมทรงพระนามว่าโคดม????
เมื่อคืนเลยตัดสินใจลองค้นดูครับ ได้คำตอบง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะ
พระพุทธเจ้าท่าน กำเนิดอยู่ใน ศากยวงศ์ โคตมโคตร
แล้วทีนี้ ศากยวงศ์ โคตมโคตร แปลว่าอะไร?

จากทีผมค้นมานะครับ อาจมีผิด!!!!!!!!!!! อย่าพึ่งเชื่อ

ว่ากันว่าครับ พระพุทธเจ้าของเรา สืบเชื้อสายมาจากฤาษีโบราณท่านหนึ่งที่ชือว่า “โคตมะ”
ที่นี้ฤาษีท่านนี้ มีลูกหลานเยอะ แตกออกเป็นหลายสาย สายที่พระพุทธเจ้าเราท่านอยู่เรียกว่า “ศากยวงศ์” ครับ
ถ้าจะพูดให้ง่าย เราอาจจะพอกล่าวได้ว่าพระุพุทธเจ้าของเรา นามสกุล”โคดม”
และท่านทรงอยู่ในสายที่เรียกว่า“ศากยวงศ์”
ส่วนพระนางพิมพา ก็เป็นอีกสายหนึ่งที่ชื่อว่า “โกลิยวงศ์” ครับ
………………
ที่นี้ ผมมีคำถามเก่าตามมาอีก คือ พระพุทธเจ้าของเรา ท่านทรงเป็น ลูกพี่ลูกน้อง(ขอใช้ภาษาชาวบ้านนะครับ)กับ พระอานนท์ พระนันทะ พระอนุรุทธ พระเจ้ามหานามะ
แต่ว่า สายสัมพันธ์เป็นแบบใหน
พอดีค้นไปค้นมาก็เจอคำตอบ ตามลิ้งด้านล่างนี้ครับ
………………
บทที่ 2 สักกชนบท ศากยวงศ์ โกลิยวงศ์
หนึ่ง – ตำนานศากยวงศ์มีตำนานเล่าเรื่องย่อว่า พระเจ้าโอกกากราชครองราชสมบัติใน
พระนครแห่งหนึ่งไม่ไกลจากสักกชนบท มีพระมเหสี ๕ องค์
พระนางหัตถา ซึ่งเป็นอัครมเหสีนั้น ทรงเป็นพระภคินี(น้องสาว)
ของพระโอกกากราช มีพระโอรสธิดาด้วยกัน ๙ พระองค์ คือ
พระโอรส ๔ พระองค์ พระธิดา ๕ พระองค์
ครั้นพระอัครมเหสีสวรรคตแล้ว พระเจ้าโอกกากราชได้ทรงแต่ง
ตั้งพระอัครมเหสีองค์ใหม่ที่ทรงพระสิริโฉมและเยาว์วัย กระทั่งมี
พระราชโอรส ทำให้พระเจ้าโอกกากราชยิ่งโปรดอัครมเหสีมาก
ถึงกับตรัสว่ายินดีให้ทุกอย่างที่พระนางทูลขอ พระอัครมเหสีจึง
ปรึกษากับพระญาติทูลขอพระราชสมบัติให้กับพระโอรส ครั้งแรก
ไม่พอพระทัยที่อัครมเหสีรังแกพระโอรสธิดาทั้ง ๙ พระองค์ที่
ประสูติแต่พระมเหสีองค์เก่า ได้ตรัสห้าม แต่พระนางไม่ยินยอม
ทูลอ้อนวอนร้องขอ พระองค์ทรงกลัวจะเสียสัตย์ จึงตัดสินใจ
พระราชทานสมบัติให้แก่ พระราชองค์เล็กนั้น
สอง – สักกชนบทพระเจ้าโอกกากราชทรงมีพระราชดำรัสให้พระราชโอรสธิดาทั้ง
๙ พระองค์ ออกไปสร้างเมืองอยู่ใหม่ และทรงอนุญาตให้นำช้าง
ม้า วัว ควาย โดยมีอำมาตย์ ๘ คนตามเสด็จไปด้วย ชาวเมืองที่
จงรักภักดีตามเสด็จไปด้วยมากมาย
เมืองใหม่นี้อยู่ทางทิศเหนือของเมืองพระบิดา อยู่ในดินแดน
หิมพานต์ ซึ่งมีฤาษีตนหนึ่งชื่อกบิลดาบสตั้งอาศรมอยู่ในดงไม้
สักกะ เมืองที่สร้างใหม่จึงได้ชื่อว่า แคว้นสักกะ มีเมืองหลวงชื่อ
กบิลพัสดุ์ ตามชื่อฤาษี
อำมาตย์ทั้ง ๘ คน ได้ปรึกษาหารือเรื่องการอภิเษกสมรส ก็ไม่เห็น
ผู้ใดคู่ควร เหล่าพระโอรสจึงตัดสินพระทัยอภิเษกสมรสกันเองใน
หมู่พี่น้อง ยกเว้นพระภคินีองค์โต ให้อยู่ในฐานะพระมารดา
เมื่อพระเจ้าโอกกากราชทราบว่าเหล่าพระราชโอรสธิดาได้สร้างเมือง
ใหม่ขึ้นแล้วก็ทรงยินดีพระทัยถึงกับตรัสสรรเสริญว่าเป็นผู้สามารถ
และอาจหาญ ตั้งแต่นั้นมาพระโอรสและพระธิดาก็ถูกเรียกว่า
“พวกศากยะ” และนี่คือต้นกำเนิดของ ศากยวงศ์
ต่อมาภายหลังพระภคินีองค์โตประชวรเป็นโรคเรื้อน ทำให้บรรดา
พระภาดา(น้องชาย) หาที่อยู่ใหม่ให้ โดยขุดหลุมขนาดใหญ่ มี
อาหารเตรียมไว้ให้พร้อม ปูไม้กระดานปิดปากหลุมไว้ ใกล้หลุม
ขุดสระน้ำไว้ใกล้ ๆ ไม่มีใครกล้าไปติดต่ออีก
สาม – ตำนานโกลิยวงศ์ในระยะเวลาใกล้กันที่เมืองพาราณสี ก็มีเรื่องพระเจ้ารามพระราชา
แห่งเมืองพาราณสีทรงประชวรด้วยโรคเรื้อน พระองคืถูกนางสนม
และนางระบำในราชสำนักแสดงความรังเกียจ จึงตัดสินใจยก
พระราชสมบัติให้พระราชโอรสองค์โต แล้วเสด็จหนีออกไปอยู่ป่า
ตามลำพัง เก็บผลไม้และรากไม้ในป่าเป็นอาหารประทังชีวิต ไม่
นานก็หายจากโรคร้าย
พระองค์เสด็จระเหเร่รอนไปในป่า จนไปพบต้นโกละ(กระเบา)
ใหญ่ต้นหนึ่ง มีโพรงกว้าง จึงได้อาศัยอยู่ โดยทำบันไดขึ้น เวลา
กลางคืนก็ก่อไฟไว้ที่โคนต้นไม้
มีครั้งหนึ่งพระองค์ได้เสียงผู้หญิงหวีดร้องด้วยความหวาดกลัวจึง
เดินตามไปทางต้นเสียง จนเห็นรอยเท้าเสือคุ้ยดินใกล้ไม้กระดาน
บนปากหลุม มองลงไปในหลุมจึงได้เห็นพระธิดาคนโตของพระเจ้า
โอกกากราช จึงได้เข้าช่วยเหลือและช่วยรักษาจนหายจากโรคเรื้อน
ต่อมาพระโอรสองค์โตของพระเจ้าราม ได้ทราบข่าวพระบิดาหาย
ประชวร จึงไปอัญเชิญให้พระองค์กลับเมือง แต่พระเจ้าทรงปฏิเสธ
โดยขอให้พระโอรสของพระองค์นำเอาต้นโกละที่ประทับอยู่ มา
สร้างเมืองให้พระองค์อยู่กับครอบครัวใหม่
พระเจ้าพาราณสีทรงทำตามที่พระบิดาขอร้อง เมื่อสร้างเมืองใหม่
เสร็จแล้วก็ตั้งชื่อเมืองนั้นว่า เมืองโกละ ต่อมาเมืองโกละ เปลี่ยนชื่อ
เป็นเมือง เทวทหะ ส่วนคำว่าโกละ ได้กลายมาเป็นชื่อวงศ์ตระกูล
คือ โกลิยวงศ์
พระเชฏฐภคินี ที่ได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้ากรุงเทวทหะ ซึ่งจัด
เป็นต้นวงศ์ โกลิยะ นั้น ทำให้สองตระกูลนี้ผูกสัมพันธ์กันในระยะ
ต่อมา เริ่มด้วยพระโอรสของ โกลิวงศ์ ไปขอความรักจากเจ้าหญิง
วงศ์ศากยะ ฝ่ายหญิงไม่ปฏิเสธ จึงทำให้ทั้งสองฝ่ายก็อภิเษกสมรส
ด้วยประเพณีง่าย ๆ แล้วพัฒนาขึ้นไปจนมีพิธีรีตองเต็มยศในระยะ
ต่อมา
สี่ – ศากยวงศ์ กับ โกลิยวงศ์ สืบเชื้อสายลงมาโดยลำดับ เท่าที่ปรากฏอยู่ มีดังนี้
ศากยวงศ์พระเจ้าชัยเสนะ ไม่ปรากฏพระนาม
มีพระราชบุตรและพระราชบุตรีรวม ๒ พระองค์
๑) พระเจ้าสีหหนุ (+ พระนางเจ้ากัญจนา)
๒) พระนางเจ้ายโสธรา ( + พระเจ้าอัญชนะ)
โกลิยวงศ์คือ พระเจ้าในโกลิยวงศ์ ไม่ปรากฏพระนาม
มีพระราชบุตรและพระราชบุตรี ๒ พระองค์ คือ
๑) พระเจ้าอัญชนะ
๒) พระนางเจ้ากัญจนา
ศากยวงศ์พระเจ้าสีหหนุกับพระนางเจ้ากัญจนา
มีพระราชบุตรและพระราชบุตรีรวม ๗ พระองค์คือ
๑) พระเจ้าสุทโธทนะ (+ พระนางเจ้ามายาเทวี)
๒) เจ้าชายสุกโกทนะ
๓) เจ้าชายอมิโตทนะ
๔) เจ้าชายโธโตทนะ
๕) เจ้าชายฆนิโตทนะ
๖) เจ้าหญิงปมิตา
๗) พระนางเจ้าอมิตา (+ พระเจ้า สุปปพุทธะ)
โกลิยวงศ์พระเจ้าอัญชนะกับพระนางเจ้ายโสธรา
มีพระราชบุตร และพระราชบุตรี รวม ๔ พระองค์ คือ
๑) พระเจ้าสุปปพุทธะ (+ พระนางเจ้าอมิตา)
๒) เจ้าชายฑัณฑปาณิ
๓) พระนางเจ้ามายาเทวี (+ พระเจ้าสุทโธทนะ)
๔) พระนางเจ้าปชาบดี (โคตมี)
ศากยวงศ์พระเจ้าสุทโธทนะ มีพระราชบุตรและพระราชบุตรี
๓ พระองค์ ประสูติแต่พระนางเจ้ามายาเทวี
๑ พระองค์ คือ พระสิทธัตถกุมาร
และประสูติแต่พระนางเจ้าปชาบดีอีก ๒ พระองค์คือ
๑) พระนันทะ
๒) พระนางรูปนันทา
โกลิยวงศ์พระเจ้าสุปปพุทธะ กับ พระนางเจ้าอมิตา
มีพระราชบุตรและพระราชบุตรี ๒ พระองค์ คือ
๑) พระเทวทัต
๒) พระนางพิมพา หรือ ยโสธรา
ศากยวงศ์เจ้าชายสุกโกทนะ กับ นางกีสาโคตมี
มีพระโอรส ๑ พระองค์ คือ พระอานนท์
เจ้าชายอมิโตทนะ
มีพระราชบุตรและพระราชบุตรี ๓ พระองค์ คือ
๑) พระเจ้ามหานามะ
๒) พระอนุรุทธะ
๓) พระนางโรหิณี
พระสิทธัตถะ กับ พระนางพิมพา
มีพระราชโอรส ๑ พระองค์ คือ ราหุล
พระเจ้ามหานามะ กับ นางทาสี
มีพระธิดา ๑ พระองค์ คือ พระนางวาสภขัตติยา
พระนางวาสภขัตติยาได้เป็นพระอัครมเหสีของ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้พระโอรส ชื่อ
“พระเจ้าวิฑูฑภะ”
ชนะ เวชกุล (คุณากร 0017)
เอกสารประกอบการเรียบเรียง
วิชาพุทธประวัติฉบับมาตรฐาน รวบรวมโดยคณาจารย์สำนักพิมพ์
เลี่ยงเชียง พ.ศ. ๒๕๔๗ และ
“มาลัย” คอลัมน์ “ณ ที่นี้มีตำนาน” นิตยสาร กุลสตรี
ฉบับที่ 819 – 822.